ผู้ป่วยไตบัตรทองผ่าฟรี 1 ม.ค. ตั้งแท่นของบฯ 2 พันล้านปี '52
Tuesday, 13 November 2007

ผู้ป่วยไตบัตรทองผ่าฟรี 1 ม.ค. ตั้งแท่นของบฯ 2 พันล้านปี '52

     เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายในระบบบัตรทองของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป

 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ โดยแบ่งการคุ้มครองและรักษาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายทั้งผู้ป่วยรายเก่า และใหม่ ที่ต้องผ่าตัดปลูกถ่ายไตในกรณีที่สามารถหาไตบริจาคได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด จะผ่าตัดฟรี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 2.ผู้ป่วยไตวายที่ต้องรักษาด้วยวิธีล้างไตผ่านทางช่องท้อง (CAPD) ทั้งผู้ป่วยรายเก่า และใหม่ รักษาฟรี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 3.ผู้ป่วยไตวายที่ต้องรักษาด้วยการฟอกเลือด หากเป็นผู้ป่วยรายเก่า จะต้องร่วมจ่ายค่ารักษา 1 ใน 3 ของค่ารักษาทั้งหมด เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 เป็นต้นไป (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551) แต่หากเป็นผู้ป่วยรายใหม่ต้องรับผิดชอบค่ารักษาเองทั้งหมด

นพ.มงคลกล่าวต่อว่า สำหรับการจัดสรรงบประมาณดำเนินการนั้น สธ. จะของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นรายปี โดยจัดเป็นงบฯเฉพาะ คล้ายกับงบประมาณในการเนินการโรคเอดส์ จะไม่นำมารวมกับงบประมาณรายหัวของผู้ป่วยบัตรทองที่ได้ 2,100 บาท/คน/ปี โดยการดำเนินงานในปีแรก คือ ปี 2551 จะใช้งบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่เหลือจากการจัดซื้อยาเอดส์ที่ สธ.ได้ดำเนินการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ (ซีแอล) เป็นเงิน 957 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ป่วยไตวายจำนวน 3,978 ราย จากทั้งหมดที่มี 7,500 ราย ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอกับค่าดำเนินการต่างๆ ส่วนในปี 2552 จะต้องมีการศึกษาจำนวนผู้ป่วยอีกครั้ง คาดว่าจะเสนอของบประมาณ 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด แต่ปัญหาคือปัจจุบันมีผู้บริจาคไตน้อยมากเฉลี่ยปีละไม่เกิน 200 ราย หากไม่สามารถผ่าตัดได้ สธ. จะแนะนำให้ผู้ป่วยล้างไตผ่านทางช่องท้องที่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสน-2.5 แสนบาท ต่อคนต่อปี

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการป้องกันโรค นักวิชาการสาธารณสุขระดับ 11 กล่าวว่า การล้างไตผ่านช่องท้องเป็นที่นิยมในต่างประเทศจำนวนมาก โดยที่ฮ่องกงนิยมวิธีนี้ร้อยละ 70-80 ส่วนที่เม็กซิโกใช้ร้อยละ 60 โดย ผู้ป่วยสามารถทำได้เองที่บ้านวันละ 4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที หลังใส่น้ำยาเข้าช่องท้องแล้วยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ โดยผู้ป่วยจะไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 เดือนต่อครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ขณะนี้องค์เภสัชกรรม (อภ.) สามารถผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้องได้แล้ว และเมื่อใช้กันมากๆ ราคาจะถูกลงอีกร้อยละ 30 จากเดิมมีราคาถุงละ 140 บาท แต่หลังจาก ครม. มีมติให้รักษาผู้ป่วยบัตรทองได้ฟรี ราคาก็ลดลงมาอยู่ที่ถุงละ 90-100 บาททั้งนี้ ผู้ป่วยไตวายมีประมาณ 20,000 ราย เกิดจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หากรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจังใน 5 ปี คาดว่าจะลดผู้ป่วยไตวายรายใหม่ลงได้ถึง 50%