Skip to content

 

AidsAccess  

 

การรักษา

สิทธิประโยชน์ด้านเอดส์ในระบบหลักประกันสุขภาพ

Read more...
 

การป้องกัน

ทำอย่างไรจึงจะไม่เสี่ยงเอดส์

Read more...
 
You're here:หน้าแรก arrow บทความ arrow เรื่องเราอยากเล่าให้ฟัง arrow การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในระบบสาธารณสุขของไทย
การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในระบบสาธารณสุขของไทย PDF Print E-mail
Sunday, 19 March 2006
2 มีนาคม 2549
 
“ในยามที่คุณเจ็บป่วยคุณคิดถึงอะไรเป็นอันดับแรก” มีหลายคนตอบว่า คิดถึงหมอ คิดถึงโรงพยาบาล แต่ก็มีอีกหลายคนเช่นเดียวกันที่บอกว่าคิดถึงการดูแลรักษาอาการด้วยตัวเอง เนื่องด้วยหลายๆเหตุผลที่เลือกเช่นนั้น แต่ในหลายๆเหตุผลนั้นเหตุผลในเรื่องไม่ประทับใจในการไปโรงพยาบาลเพราะรู้สึกไม่ดีกับการให้บริการของหมอ หรือเจ้าหน้าในโรงพยาบาล

หากย้อนระยะเวลากลับไปตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการให้บริการการรักษาในระบบสาธารณะสุขในบ้านเรายังมีปัญหาอยู่ โดยคนไข้เองยังไม่ได้รับความสะดวก หรือความเป็นธรรมมากนัก รูปแบบการให้บริการยังยัดถือ ผู้ให้บริการเป็นหลัก แทนที่จะยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง และเนื่องด้วยคนไทยเองก็ยังมีความแกรงใจหมอ พยาบาล และมีความรู้สึกว่าอาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพที่สูงส่งที่มีคนเก่งๆเท่านั้นที่จะเป็นหมอ พยาบาลได้เมื่อผู้คนรู้สึกเช่นนั้น จึงส่งผลในเรื่องคุณภาพการรักษา หลายๆครั้งคนไข้ไม่กล้าที่จะถามไม่กล้าคุยกับหมอเนื่องจากยังมีความรู้สึกว่าหมอคือบุคคลที่มีบุญคุณ ไม่ควรจะต่อรองหรือสะท้อนปัญหาถึงแม้จะรู้ว่าสิ่งที่หมอกำลังรักษา ไม่สอดคล้องกับอาการที่เขากำลังเจ็บป่วย หรือแม้แต่การพูดคุย หรือขอข้อมูลการรักษาหรือการซักถามถึงแนวทางการรักษาของตัวเอง จึงส่งผลให้ไม่เกิดการสะท้อนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ไม่เกิดการ พัฒนาในระบบสาธารณสุขในบ้านเรา

เช่นเดียวกันในกรณีของผู้ติดเชื้อคนหนึ่งที่เคยได้ลงไปพูดคุยด้วยในตอนที่ลงไปที่กลุ่มผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดแถวภาคตะวันออก เนื่องด้วยคนไข้คนดังกล่าวมาพบกลุ่ม ก่อนหน้านี้เขาได้ไปพบหมอเพื่อรับยา และในขณะนั้นในมือของเขาก็ถือถุงยามาด้วยซึ่งมียาอยู่ในถุงเป็นจำนวนมาก ดิฉันก็เลยคุยกับเขาว่าป่วยเป็นอะไร หมอให้ยาอะไรมา เขาบอกว่าหมอบอกว่าเป็นวัณโรคปอด กินยามาหลายเดือนแล้วไม่ดีขึ้นเลย เมื่อคุยกันได้ซักพักหนึ่งเขาก็เริ่มเล่าเรื่องการรักษาของเขาว่า ก่อนหน้านี้ 6 เดือน เขามาหาหมอด้วยอาการ ไข้ มาหลายวัน และกินข้าวไม่ค่อยได้ รวมถึงน้ำหนักลดไปหลายกิโล หมอจึงตรวจวินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นวัณโรคปอด ด้วยในวันนั้นมีคนไข้จำนวนมาก หมอเรียกเขาเข้าไปคุยเรื่องการกินยา และบอกว่าให้กินยานี้ตามหน้าซองยาที่เขียนไว้ และกินยาให้หมดตามจำนวนเม็ดยา แล้ว 1 เดือนให้มาพบหมออีกครั้ง เนื่องจาก ณ ตอนนั้นเขาเองก็ไม่กล้าที่จะถามรายละเอียดกับหมอเนื่องด้วย กลัว เกรงใจ และกลัวหมอไม่ตอบเพราะหมอดูเหมือนยุ่งๆอยู่ เขาเลยกลับบ้านพร้อมถุงยาที่ได้ไปจากห้องจ่ายยา เมื่อกลับไปถึงบ้านเขาเองได้กลับไปอ่านและดูว่ามียาอะไรบ้าง หน้าซองยาเขียนแค่ว่า กินครั้งละกี่เม็ด และเวลาหลังอาหาร เขาก็กินยาตามที่หมอสั่ง แต่เนื่องด้วยกินไปแล้วอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือในบางครั้งก็ลืมกินทำให้กินยาไม่ต่อเนื่อง แต่ในตอนนั้นเขาไม่มีข้อมูลก็เลยคิดว่าลืมกินบ้างก็ไม่เป็นไร แต่เขาก็ไปหาหมอประจำทุกเดือน แต่ไม่ได้บอกเรื่องการกินยาที่ไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากกลัวว่าหมอจะด่าจึงไม่กล้าบอกหรือถามข้อมูลเพิ่มเติม ทุกครั้งที่ไปหาหมอก็ได้ยาแล้วกลับบ้านไม่ได้ไปพบกลุ่มผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาล เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามีกลุ่มผู้ติดเชื้อ ในช่วงแรกๆอาการก็เริ่มดีขึ้น แต่พอผ่านไปเข้าเดือนที่ 5 อาการที่เคยเป็นตอนแรกก็กลับมา จนครบ 6เดือนอาการก็เริ่มแย่ลงหมอเลยตรวจวินิจฉัยอีกครั้ง ว่าเขาป่วยเป็นวัณโรคดื้อยา ต้องปรับยาใหม่ และต้องเพิ่มระยะเวลากินยาไปอีก 9- 12 เดือน ซึ่งเขาเองก็รู้สึกเสียดาย หากรู้ว่ามีกลุ่มเพื่อนซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อด้วยกันตั้งแต่ต้น เขาคงตัดสินใจเข้ากลุ่ม เพื่อจะได้พูดคุยกันและจะได้มีข้อมูลเรื่องการกินยาที่มากขึ้นหากมีข้อมูลเรื่องการกินยาตั้งแต่ต้นว่ายาตัวนี้จำเป็นอย่างไร หากกินไม่ตรงเวลาจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง เขาก็คงจะหายจากการป่วยเป็นวัณโรคไปแล้ว และไม่ต้องกินเยอะขึ้นใช้ระยะเวลาการรักษานานขนาดนี้

นี้คือรูปธรรมหนึ่งของคนที่ได้รับผลกระทบการการให้บริการของโรงพยาบาลในระบบสาธารณสุขในบ้านเราและคาดว่าคงจะมี กรณีแบบนี้อีกหลายคน สาเหตุเกิดมาจาก แพทย์เองไม่ได้ให้ข้อมูลคนไข้อย่างละเอียด ว่ายาที่คนไข้ได้รับเป็นยาอะไรและจำเป็นจะต้องกินให้ต่อเนื่อง ตรง เวลา จึงส่งผลเรื่องการรักษา รวมถึงส่งผลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเช่นกันเนื่องจากยาที่ปรับเปลี่ยนมีราคาแพงมากขึ้น รวมถึงจำนวน ระยะเวลาในการกินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องใช้งบประมาณในการรักษาที่สูงขึ้น และที่สำคัญผลกระทบที่ตามมาตกอยู่กับคนไข้เนื่องจาก เขาเองต้องใช้ระยะเวลาในการรักษายาวนานมากขึ้น มีผลต่อด้านจิตใจและทำให้คนไข้เองรู้สึกไม่มั่นใจในการรักษาต่อว่าจะทำให้เขาหายจากการเจ็บป่วยหรือไม่

แต่ปัญหาเหล่านี้จะลดลงได้หาก แพทย์เองยึดหลังสิทธิของคนไข้ คือการรักษาความลับของคนไข้ และในการรักษาพยาบาล ผู้รักษาต้องให้ข้อมูลเรื่องการรักษาอย่างละเอียด และให้ข้อมูลเรื่องแนวทางการรักษาว่าจะเป็นไปในทิศทางใด รวมถึงจะต้องมีเจ้าหน้าที่ ที่จะให้ข้อมูลคนไข้โดยละเอียดโดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นแพทย์ก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่มีข้อมูลเรื่องการรักษาที่สามารถจะให้ข้อมูลรายละเอียดกับคนไข้ได้ เช่น ณ ปัจจุบันที่มีตัวแทนของผู้ป่วยเข้ามามาส่วนร่วม ในการร่วมในบริการ เช่นกลุ่มผู้ติดเชื้อที่อยู่ในแต่ละโรงพยาบาล โดยเป็นตัวแทนของผู้ป่วยในการสะท้อนปัญหา ให้ข้อมูล และติดตามการรักษาของเพื่อนที่เป็นผู้ป่วยด้วยกันในรูปแบบอาสาสมัคร โดยการที่จะลงไปพูดคุยกับเพื่อนผู้ป่วยทั้งที่บ้านและที่โรงพยาบาล เพื่อติดตามเรื่องภาวะสุขภาพและเรื่องอื่นๆอย่างต่อเนื่อง แต่ก่อนอื่นบุคคลากรทางการแพทย์ และคนในสังคมต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ใน เรื่องสุขภาพหรือการรักษา ว่ามิจำเป็นว่าจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นแพทย์พยาบาลเท่านั้นที่จะมีความสามารถให้การดูแลสุขภาพ ผู้ป่วยด้วยกันก็ยังสามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วมได้ เช่นเดียวกัน รวมถึงการให้เจ้าตัวคนไข้เอง สามารถจัดการหรือดูแลภาวะสุขภาพด้วยตัวเอง เพราะตัวคนไข้เองเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพหรือมีส่วนร่วมในการรักษา แต่จะทำอย่างไรให้เขาสามารถดูแลตัวเองอย่างยั่งยืน ก็ต้องทำให้คนไข้เองมีข้อมูลเรื่องโรคที่เขากำลังเป็นอยู่ รวมถึงยาที่ใช้รักษา และแนวทางการรักษาต่อจะเป็นอย่างไร หากทำได้เช่นนี้ปัญหาในเรื่องการรักษา หรือระบบบริการของสาธารณสุขในบ้านเราก็จะดีขึ้นในอนาคต
 
ที่มา :พี่อ้อยสวย :p
 
< Prev   Next >