Skip to content

 

AidsAccess  

 

การรักษา

สิทธิประโยชน์ด้านเอดส์ในระบบหลักประกันสุขภาพ

Read more...
 

การป้องกัน

ความเสี่ยงจากเพศสัมพันธ์

Read more...
 
You're here:หน้าแรก arrow บทความ arrow เรื่องเราอยากเล่าให้ฟัง arrow เอฟทีเอ ไม่ได้ปลุกปั่น ไม่ได้ตื่นตูม แต่...หายนะมีจริง
เอฟทีเอ ไม่ได้ปลุกปั่น ไม่ได้ตื่นตูม แต่...หายนะมีจริง PDF Print E-mail
Sunday, 19 March 2006
14 กุมภาพันธ์ 2549
 
ได้อ่านบทวิเคราะห์ว่าด้วยเรื่องเอฟทีเอ ในมองมุมใหม่:หมอผีปลุกปั่นความกลัวเอฟทีเอไทย-สหรัฐเขียนโดยคุณพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากกรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๙ เรื่องหนึ่งที่มีการวิเคราะห์ผ่านบทความนี้ว่าด้วยข้อเรียกร้องที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสนอต่อรัฐบาลและทีมเจรจาเอฟทีเอ ซึ่งมีการเจรจารอบที่ ๖ ที่เชียงใหม่เมื่อต้นเดือนมกราคมผ่านมา และมีการพาดพิงเชิงกระแนะกระแหนองค์กรเอกชนที่ร่วมเป็นพันธมิตรเคลื่อนไหวในครั้งนั้นว่าเป็นพวกหมอผีสร้างกระแสความกลัวโดยใช่เหตุ ต้องขอยกเอาข้อความที่ปรากฎในบทความนั้นมาให้ได้อ่านกันก่อน แล้วเราค่อยมากระเทาะกันว่าเป็นอย่างท่านว่าหรือไม่

ในบทความได้กล่าวถึงเรื่องสิทธิบัตรยาไว้ว่า “องค์กรพัฒนาเอกชนแสดงบทเป็นผู้รักคนป่วยในเรื่องสิทธิบัตรยา โดยขู่ว่า คนไข้จะต้องนอนรอความตายเพราะยามีราคาแพงเสียจนไม่มีเงินซื้อ แต่ความจริงคือ เรื่องสิทธิบัตรในเอฟทีเอจะไม่มีผลใดๆ ต่อยารักษาโรคที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่จะมีผลเฉพาะกับยาใหม่ในอนาคตเท่านั้น”

ถ้าอ่านกันแบบผ่านๆประชาชนทั่วไปก็คงไม่ได้คิดอะไรมาก (อาจสะใจ เพราะบทความมีอารมณ์เสียดสี ถากถางไม่ต่างจากละครทีวี) แต่ถ้าอ่านกันใหม่ ทวนกันอีกรอบ ชวนให้สงสัยว่าบทความนี้มีเหตุ ปัจจัยอันใดหนอที่มาสนับสนุนความเห็นหรือที่อาจะเรียกกันให้หรูว่าบทวิเคราะห์ข้างต้นว่าเป็นไปอย่างที่ว่าจริง แต่ที่แน่ๆเรื่องที่วิตกนั้นมันมีมูล !! ลองมาดูกันเป็นข้อๆตามนี้

“องค์กรพัฒนาเอกชนแสดงบทเป็นผู้รักคนป่วยในเรื่องสิทธิบัตรยา” อ่านแล้วก็ทำให้ย้อนอดีตเมื่อไม่นานของผู้เขียนที่เป็นคนทำงานเอดส์มาแล้ว ๑๑ ปี ทำงานร่วมกับเพื่อนผู้ติดเชื้อเอชไอวี (เราไม่เรียกว่าผู้ป่วย เพราะใครๆก็ป่วยได้เช่นกันผู้ติดเชื้อป่วยก็รักษาหายกลับมาไม่ป่วยได้เหมือนคนทั่วไป) การทำงานร่วมกันกว่า ๑๑ปี มีกลุ่มผู้ติดเชื้อทั่วประเทศกว่า ๑,๐๐๐ กลุ่ม เห็นกันตั้งแต่สมัยที่เพื่อนล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง เพราะไม่มียารักษา จนรวมตัวเรียกร้องให้มีการจัดบริการรักษาให้กับผู้ติดเชื้อแบบทั่วถึงและเท่าเทียม เมื่อมีความไม่ชอบมาพากลและจะส่งผลต่อการเข้าถึงยาและการรักษา แน่นอนอยู่แล้วที่ทั้งเจ้าของปัญหา ทั้งคนทำงานก็ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหาความจริง ถ้าเป็นนักแสดงตามที่คุณพิชิตกล่าวหาคงไม่ต้องลงทุนทำงานกันตั้ง ๑๑ ปี สู้มาสวมบทนักแสดงเด็ดยอดชาเขียวใบอ่อนกันเป็นรอบๆไปไม่ดีกว่าหรือ ??

“ความจริงคือ เรื่องสิทธิบัตรในเอฟทีเอจะไม่มีผลใดๆ ต่อยารักษาโรคที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่จะมีผลเฉพาะกับยาใหม่ในอนาคตเท่านั้น” อ่านทวนกันอีกกี่รอบก็ยังหาเหตุผลมาสนับสนุนไม่ได้อยู่ดีว่าเรื่องสิทธิบัตรยาในเอฟทีเอจะไม่มีผลใดๆต่อยารักษาโรคตามที่คุณพิชิตได้เขียนวิเคราะห์ไว้ แต่ถ้าลองมาอ่านเอกสารที่สหรัฐอเมริกายื่นเสนอต่อไทยในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับเรื่องยาจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า สิ่งที่เราเรียกร้อง และบอกกล่าวกับสาธารณะมาโดยตลอดว่าเอฟทีเอจะส่งผลต่อการเข้าถึงยาและการรักษาของประชาชนนั้นไม่ได้เป็นการพูดเกินเลยหรือไม่ใช่เป็นเรื่องของการวิตกจริตจนเป็นหมอผีปลุกปั่นให้เกิดความกลัวในสังคมตามที่คุณพิชิตว่าไว้เลย ที่กล้าพูดเช่นนี้ก็เนื่องจากเราเห็นสิ่งที่อเมริกาเรียกร้องและวิเคราะห์ข้อเรียกร้องนั้นกันแบบคำต่อคำ โดยผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศ นักวิชาการด้านเภสัชศาสตร์ ลองมาดูและหาความสำราญ (แบบน้ำตาตกใน)จากข้อเสนอที่ว่านี้ ซึ่งในที่นี้จะขอนำมาเล่าแต่ประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิบัตรยาที่สำคัญๆทีละเรื่องดังนี้

เรื่องแรกที่อมริกาเรียกร้องคือเรื่องการให้ความคุ้มครองวิธีการวินิจฉัยโรค การรักษาผู้ป่วยและการผ่าตัด หากเรายอมตามข้อเรียกร้องนี้หมายความว่าเวลาที่เราเจ็บป่วย ไปหาหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยดูว่าเราเป็นอะไร แค่ฟัง แค่เคาะ เจาะเลือดไปตรวจ วิธีการแบบนี้ก็สามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้ ต่อไปเราต้องจ่ายค่าวิธีการตรวจรักษาเหล่านี้ด้วย นอกจากต้องจ่ายค่าหมอที่ปกติจ่ายอยู่แล้วและเราไม่ว่ากัน ยังต้องจ่ายค่ายาที่แพงหูฉี่ แถมด้วยจ่ายค่าวิธีตรวจ วินิจฉัยโรค รวมทั้งถ้าต้องผ่าตัด วิธีการผ่าตัดก็ต้องเสียเงินจ่ายค่าสิทธิบัตรด้วยเช่นกัน แบบนี้อย่าป่วยกันเลยดีกว่า แต่เรื่องป่วยไข้มันห้ามกันไม่ได้ แบบนี้ถ้าไม่เงินก็คงตายลูกเดียว

เรื่องที่สองที่อยู่ในการเรียกร้องคือการไม่ให้มีการคัดค้านคำขอสิทธิบัตรก่อนการออกสิทธิบัตร อ่านดูแล้วก็ออกจะงงๆ ถ้าไม่ใช่คนที่ติดตามหรือรู้เรื่องระบบการออกสิทธิบัตรมาก่อน อธิบายง่ายๆสั้นๆ ก็คือว่าในการยื่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ เช่นยา แต่ละตัวนั้นต้องมีการคิดค้น วิจัยกันมามากพอจนสามารถพิสูจน์ได้ว่ายานั้นมีความใหม่ มีขั้นตอนในการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และนำมาประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ แล้วนำข้อมูลที่วิจัยได้นั้นมาขอยื่นจดสิทธิบัตร ซึ่งในการยื่นแต่ละครั้งตามกฎหมายเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ บริษัทอื่นๆ หรือหน่วยงานอื่นๆสามารถตรวจสอบคำขอนั้นได้ ถ้าพบว่าไม่เข้าเกณฑ์ที่ควรได้ก็สามารถยื่นคัดค้านคำขอนั้นได้เลยซึ่งจะทำให้เกิดกระบวนการตรวจสอบได้เลยถ้าพบว่าไม่ใหม่จริงก็สามารถยกเลิกคำขอนั้น แต่ถ้าเรารับข้อเรียกร้องนี้ก็เท่ากับว่าเราไม่สามารถจะคัดค้าน หรือตรวจสอบการขอสิทธิบัตรใหม่ๆได้เลยต้องรอให้เขาได้สิทธิบัตรก่อน ซึ่งกว่าจะเริ่มต้นขั้นตอนก็ใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า ๓-๕ ปี แบบนี้ถ้าเป็นเรื่องยา ก็คงต้องตายกันไปก่อนจะได้ใช้ยาราคาถูก

เรื่องที่สามที่ต่อเนื่องกับเรื่องที่สองก็คือ เขาเรียกร้องให้เรายอมที่จะให้มีการออกสิทธิบัตรได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการทดลอง และไม่จำเป็นที่สิ่งประดิษฐ์นั้นต้องประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมได้ แค่แสดงว่ามีความจำเพาะ มีแก่นสาร มีความน่าเชื่อถือว่าใช้ประโยชน์ได้ก็พอ ซึ่งข้อเรียกร้องนี้จะทำให้เกิดสิทธิบัตรที่ไม่มีวันตาย ยกตัวอย่างยาต้านไวรัสเอชไอวีชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าคอมบิท (combid) ซึ่งเป็นการนำยา ๒ ชนิดมารวมกันเป็นเม็ดเดียว ซึ่งโดยทางเภสัชศาสตร์แล้ววิธีการรวมเม็ดนั้นถือได้ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ และที่สำคัญใครๆก็ทำออกมาได้เช่นกัน แต่ก็มีการนำยาตัวนี้มาขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทย มีการยื่นคัดค้านโดยกลุ่มศึกษาปัญหายา แต่ที่สุดก็ยกคำค้านนั้นทิ้งไปโดยให้เหตุผลว่ายาที่ว่านี้ถือได้ว่าเป็นการผลิตที่จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องใช้ยาในเชิงอุตสาหกรรมได้ แต่ในความจริงไม่มีความใหม่ หรือมีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นแต่อย่างใดเลย ซึ่งถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญทีเดียวต่อระบบการจดสิทธิบัตรของไทย หากเรายังมีระบบที่ไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถตรวจสอบได้การทำเอฟทีเอและยอมรับข้อเรียกร้องนี้ก็เท่ากับเราสนับสนุนให้มีสิทธิบัตรที่ไม่ควรจะได้เพิ่มมากขึ้น กลายเป็นสิทธิบัตรที่ไม่มีวันตาย แบบนี้ถ้ายาตัวหนึ่งมีสิทธิบัตร ๒๐ ปีอยู่แล้วพอใกล้จะหมดสิทธิบัตรก็นำมาปรับปรุง เติมนั่นนิด เอานั่นออกหน่อยก็สามารถมาขอถือสิทธิได้ใหม่ แทนที่จะหมดสิทธิไปแล้วก็กลับได้เพิ่มอีก ๒๐ ปี ไปเรื่อยๆแบบนี้ใครกันแน่ที่จะตาย และมันสมควรที่จะวิตกและกังวลหรือไม่

เฮ้ย! แค่นี้ก็เหนื่อยใจ เจ็บในอกกันจนไม่รู้จะว่าไงแล้ว ขนาดแค่สามข้อเรียกร้องเท่านั้นแต่ในฉบับเต็มจริงๆมีกันตั้ง ๑๗ – ๑๘ ข้อ ถ้ายอมรับข้อเสนอที่อเมริกาเรียกร้องไม่ว่าจะเป้นข้อใดข้อหนึ่ง หรือหากเลวร้ายที่สุดรับหมดทุกข้อ เชื่อได้ว่า หายนะนั้นมีจริง หายนะต่อชีวิต ต่อความอยู่รอดของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องยาที่ถือได้ว่าเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน มีหน้ามีตาแค่ไหนก็ต้องได้รับอย่างเท่าเทียม การที่นักวิชาการบางคนนั่งวิเคราะห์อยู่บนตึก แต่ไม่เคยลงมาเห็นความจริงแล้วบอกว่าประชาชนที่มาเรียกร้องให้มีการหยุดเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เป็นการออกมาตื่นตูม สร้างความกลัวให้กับสังคมโดยใช่เหตุนั้นคงเป็นการวิเคราะห์ผ่านความฝันหรือจะเป็นเรื่องจินตนาการไปเองก็คงว่าได้

เอาละท่านถ้าไม่เชื่อว่าหายนะมีจริง ชวนกันลงมาจากตึก จากห้องทำงานติดแอร์ เดินไปพูดคุย หรือไปทำงานกับเพื่อนพี่น้องที่กำลังได้รับความเดือดร้อนด้วยกัน ไม่ต้องใช้เวล ๑๑ ปีก็ได้ เอาแค่ ๑๑ วันมากิน มานอน มาอยู่ด้วยกัน เห็นความเจ็บป่วย เห็นความยากลำบากในการกินยาแบบตลอดชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี แค่นี้ก็พอให้เห็นได้ว่า เราไม่มีเวลาว่างกันมากมายที่จะมาเป็นนักแสดงตบตาหรือปลุกปั่นความกลัวตามที่มีการกล่าวหา แต่แค่ให้รู้ไว้ว่า “ถ้าเราไม่สู้ ก็เท่ากับเรายอมตายนั่นเอง”
 
ที่มา :พี่ตุ้ยนะจ๊ะ ^^
 
< Prev   Next >