Skip to content

 

AidsAccess  

 

You're here:หน้าแรก
PrEP - ไม่แพร๊บ (ตอนสุดท้าย) PDF พิมพ์ อีเมล์
Monday, 20 July 2015

บทความนี้เป็นตอนสุดท้าย โดยพยายามรวบรวมความเคลื่อนไหวและข้อโต้แย้งเรื่อง PrEP ณ ปีพ.ศ. ปัจจุบัน พร้อมทั้งข้อมูลโครงการวิจัย PrEP ที่ใกล้กับปีปัจจุบัน
 
ปีปัจจุบัน 2558 กับคำถาม ประเทศไทยเอายังไงเรื่อง PrEP
ด้านการวิจัย
ผมอยากเริ่มต้นด้วยการมองว่า ผลการวิจัย 2 ชิ้นสำคัญในยุโรปคือ “PROUD” ในอังกฤษ และ “IPERGAY” ในฝรั่งเศส ที่เพิ่งประกาศผลในช่วงปลายปี 2557 ชี้ว่าประสิทธิผลในการป้องกันฯ ในกลุ่ม MSM อาจกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการผลักดันการกำหนด PrEP เป็นยุทธศาสตร์เพิ่มเติมด้านการป้องกันในยุโรป พร้อมกับการเคลื่อนไหวให้ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหภาพยุโรป (ECDC) ออกแนวปฏิบัติการใช้ PrEP และให้องค์การอาหารและยาของสหภารพยุโรป (EU FDA) รับพิจารณาขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมคุณสมบัติของ Truvada เป็นยาใช้เพื่อการป้องกัน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ยังลังเล ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในบทความตอนแรก นั่นย่อมส่งผลเนื่องต่อการประกาศใช้ PrEP เป็นยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันสำหรับกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป
 
สำหรับภาพรวมโครงการวิจัยและผลการวิจัยเรื่อง PrEP ในรอบ 5 ปี (2553 – 2558) [i] ผมขอจำแนกออกเป็นกลุ่มๆ ดังนี้
 
กลุ่มโครงการวิจัยและผลการวิจัย PrEP ในกลุ่มเกย์ กะเทย และกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์ได้กับทั้ง 2 เพศ
ปลายปี 2553 ประกาศผลวิจัย iPrEX ซึ่งเป็นการวิจัยใน 6 ประเทศ 3 ทวีป ระบุการใช้ PrEP ช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับเอชไอวีได้ 42 % แต่หากกินยาอย่างสม่ำเสมอ จะป้องกันการรับเอชไอวีได้ 92 % และการวิเคราะห์อย่างละเอียดในภายหลังระบุสามารถป้องกันได้ 99%
ปลายปี 2557 ประกาศผลวิจัย PROUD & IPERGAY ในยุโรประบุการให้ยาต้านไวรัสในทันที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับเอชไอวี 86% (รายละเอียดเอ่ยถึงไปแล้วในบทความ ตอนแรก)
 
กลุ่มโครงการวิจัยและผลการวิจัย PrEP ในกลุ่มหญิง-ชายมีเพศสัมพันธ์ต่างเพศ (Heterosexual)
ต้นปี 2554 ประกาศผลวิจัย Partner PrEP และ TDF2 ในหลายประเทศในทวีปแอฟริกาใต้ ระบุลดความเสี่ยงการถ่ายทอดเชื้อในเพศสัมพันธ์ระหว่าง “คู่ต่าง” ได้ 75% และหากกินยาอย่างสม่ำเสมอจะป้องกันการรับเอชไอวีได้ 90%
กลางปี 2554 ประกาศผลวิจัย VOICE และ FEM PrEP เป็นการวิจัยในกลุ่มหญิงที่มีเพศสัมพันธ์ต่างเพศ ในหลายประเทศในทวีปแอฟริกาใต้ โครงการวิจัยหยุดการให้ยาก่อนสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการวิจัย เนื่องจากพบกลุ่มที่ใช้ยาทดลองกับสารเลียนแบบ มีสัดส่วนการได้รับเชื้อเอชไอวีเท่าๆ กัน ต่อมาเมื่อวิเคราะห์ระดับยาในกระแสเลือดพบว่า ผู้หญิงที่เข้าร่วมฯ ไม่ได้กินยา แม้ว่าจะรายงานว่าได้กินยาไว้ก็ตาม
 
กลุ่มโครงการวิจัยและผลการวิจัย PrEP ในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีการฉีด ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย ระบุลดความเสี่ยงการรับเชื้อฯ ได้ 49 % และลดได้ 74 % ในกลุ่มผู้ที่มากินยาต่อหน้าทีมวิจัย
 
สำหรับปี 2558 มีโครงการวิจัยในลักษณะการจัดบริการให้ PrEP (Demonstration Project) จำนวนหลายโครงการในหลายประเทศและทวีป ทั้งที่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินงานและสิ้นสุดการดำเนินงานแล้ว
 
ในส่วนประเทศไทย ต้นเดือนมิถุนายน 2558 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขไทย ร่วมกับภาคีวิจัย และภาคีของชุมชน MSM ในประเทศไทยประกาศทำโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี 2 โครงการคือ 1) โครงการTest and Treat หรือการตรวจเชื้อเอชไอวีและรักษาด้วยยาต้านไวรัสทันที เบื้องต้นศึกษาในชุมชนและสถานบริการสาธารณสุข 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จ.ปทุมธานี ชลบุรี อุดรธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ และ จ.สงขลา รับอาสาสมัคร 8,000 คน และ 2) โครงการประเมินการกินยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนสัมผัสเชื้อฯ (PrEP) โดยศึกษาในกลุ่มที่มีผลเอชไอวีเป็นลบ 600 คน ในกรุงเทพฯ จ.ปทุมธานี และ จ.ชลบุรีทั้ง 2 โครงการนี้ดำเนินการในกลุ่มชายรักชายและสาวประเภทสองโดยเฉพาะ ใช้ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี  โดยเปิดรับสมัครอาสาสมัครทั้ง 2 โครงการ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 เป็นต้นมา จนถึงพฤษภาคม 2559 จากนั้นจะติดตามอาสาสมัครทุกคนเป็นเวลา 18 เดือน และใช้เวลาสรุปผลการศึกษา 6 เดือน[ii]
 
ด้านนโยบายและมาตรการ
ในประเทศไทย
แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีฉบับปัจจุบัน ระบุ PrEP เป็นมาตรการทางเลือกในการป้องกันฯ อย่างหนึ่ง แต่ยังไม่รวมอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ด้านการป้องกันของประเทศ “การเข้าถึงบริการ PrEP ในประเทศไทยยังคงจำกัดอยู่ในลักษณะของโครงการวิจัยและโครงการนำร่องในกลุ่มประชากรสำคัญ เพื่อผลักดันเข้าสู่นโยบายต่อไป ในขณะนี้บริการ PrEP ยังไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิการรักษาพยาบาลใด” หากต้องการรับบริการจากสถานพยาบาลต่างๆ สามารถทำได้โดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ระบุราคายาอยู่ที่ประมาณ 750 – 2,000 บาท/เดือน พร้อมแนะนำเกณฑ์การประเมินผู้ที่เหมาะสมกับการใช้ PrEP การใช้และการติดตามผู้ใช้ PrEP[iii]
 
คณะอนุกรรมการระดับประเทศ ด้านเทคโนโลยีใหม่ทางชีวการแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ได้เริ่มปรึกษาหารือเรื่องความเป็นไปได้ในการนำเอาบริการ PrEP เข้าไว้ในชุดสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของประเทศ
 
ความเคลื่อนไหวทั้งสองประเด็นข้างต้น บอกตรงไปตรงมาถึงความต้องการในการผลักดันทางนโยบาย เพื่อนำเอา PrEP มาใช้เป็นยุทธศาสตร์และมาตรการด้านการป้องกันของประเทศ เพื่อให้เกิดบริการ PrEP ในสถานพยาบาล ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 (Ending AIDS in 2030) ของประเทศ ซึ่งกำลังเริ่มต้นในช่วงกลางปี 2558 โดยครั้งนี้ได้มีการกำหนดให้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการใช้เทคโนโลยีใหม่ด้านชีวการแพทย์เพื่อการป้องกันฯ ขึ้นมาเพิ่มเติมด้วย
 
ในระดับนานาชาติ
หลายประเทศในทวีปแอฟริกาใต้ซึ่งยังคงเผชิญปัญหาอย่างหนักในด้านการได้รับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี มีการเคลื่อนไหว ผลักดันให้มีการนำ PrEP มากำหนดใช้เป็นยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันอย่างเร่งด่วน แซมเบียเป็นประเทศหนึ่งที่มีการออกมาผลักดันโดยคนในชุมชน นักรณรงค์เคลื่อนไหว ทั้งในและภาคีนอกประเทศ โดยตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ยังไม่มีการนำ PrEP มากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันของประเทศอาจเกี่ยวข้องกับ โครงการวิจัย iPrEX ที่ดำเนินการในกลุ่มเกย์ และกะเทย ดังนั้นจึงเกิดความกังวลว่าการประกาศใช้ PrEP ในประเทศ จะเท่ากับเป็นการยอมรับการมีอยู่ของคนกลุ่มนี้ในสังคมแซมเบีย อีกทั้งยังระบุว่า การไม่ยอมประกาศนโยบายดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มอื่นๆ ที่จะได้รับประโยชน์จากการป้องกันฯ เช่น กลุ่ม “คู่ต่าง” (คนหนึ่งมีเอชไอวีอีกคนไม่มีเอชไอวี ซึ่งหมายรวมทั้งคนที่รักเพศเดียวกันและรักต่างเพศ)พร้อมเรียกร้องให้มีการนำเอาเรื่องนี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้น[iv]
 
ข้อสังเกตข้างต้นทำให้ผมนึกถึงข่าวเรื่องที่ หลายประเทศในทวีปแอฟริกา ยังคงกำหนดให้การเป็นเกย์ การพูดถึงเกย์ และการจัดบริการให้กับเกย์ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย มีโทษทางอาญา[v][vi]
 
รวมทั้งบรรยากาศการพูดคุยในกลุ่มนักรณรงค์ชุมชน หนึ่งวันก่อนการประชุม HIV R4P ที่เคปทาวน์ เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2557 โดยในห้องประชุมมีผู้แทนจากชุมชนและนักเคลื่อนไหวผิวดำจากหลายประเทศในทวีปแอฟริกาใต้ ช่วงหนึ่งมีข้อแนะนำสำหรับ คนชุมชนและนักรณรงค์ชาวแอฟริกาใต้ที่พูด/เคลื่อนไหวในการประชุมโดยประกาศตัวว่าเป็นเกย์ ว่า อาจมีการถ่ายรูป ทำข่าวและเผยแพร่ในที่สาธารณะ ซึ่งอาจกลายเป็นอันตรายให้ถูกรวบและจับตัวเมื่อเดินทางกลับประเทศ จึงควรระมัดระวังตัว รวมทั้งได้แนะนำแนวทางการรับมือกับเหตุการณ์ทำนองนี้ด้วย
 
ด้านการเคลื่อนไหวของเอนจีโอและชุมชน ทั้งในระดับนานาชาติและในประเทศไทย
ในระดับนานาชาติ
[vii]การเคลื่อนไหวของ AHF เพื่อคัดค้านการกำหนดใช้ PrEP เป็นยุทธศาสตร์ มาตรการป้องกันเอชไอวี ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา AHF ได้ส่งผู้แทนไปแสดงการคัดค้านในการประชุมประจำปีสำหรับผู้ถือหุ้นของบรรษัทยา Gilead ที่ซานฟรานซิสโก
 
AHF แสดงความกังวลใจและไม่เห็นด้วยกับการนำ PrEP มากำหนดใช้เป็นยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันทางสาธารณสุขในทวีปยุโรป และแอฟริกา โดยระบุว่า แอฟริกาต้องการยาทรูวาด้า สำหรับการรักษามากกว่าการป้องกัน และการนำเอาทรูวาด้ามาใช้ในการป้องกัน จะทำให้เบียดบังเอางบด้านการป้องกันในแอฟริกาไปใช้ อีกทั้งไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้ใช้ PrEP ในกลุ่มเด็กสาวและผู้หญิง (เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีอัตราการได้รับเอชไอวีสูงกลุ่มหนึ่ง) เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องภาวะดื้อยาและผลกระทบตามมา พร้อมกับกล่าวหาว่า Gilead อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
 
แม้ว่า AHF จะต่อต้านการใช้ PrEP เป็นยุทธศาสตร์ป้องกันด้านสาธารณสุขในวงกว้าง อันเนื่องมาจากข้อสงสัยเรื่องประสิทธิภาพของการนำมาใช้เป็นมาตรการป้องกันเอชไอวีในโลกที่เป็นจริง แต่องค์กรก็ไม่ได้ต่อต้านการใช้ PrEP ในระดับบุคคล โดยระบุว่าแพทย์ควรมีอิสระในการสั่งจ่าย PrEP ให้กับผู้มาขอรับบริการ โดยพิจารณาจากเงื่อนไขแวดล้อมเป็นรายกรณี และพร้อมสนับสนุนแนวทางการใช้ PrEP เป็นรายกรณีให้กับชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย โดยเชื่อว่า จะช่วยลดการส่งผ่านเชื้อเอชไอวีในชุมชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในยุโรปได้
 
จอนท์ มิลิแกน (John Milligan) CEO และประธานบรรษัท Gilead ตอบข้อซักถามของ AHF ว่า Gilead กำลังทบทวนท่าที เรื่องการยื่นขอปรับแก้ไขคุณสมบัติของทรูวาด้าเพื่อใช้เป็นยาป้องกันในยุโรป
 
“(สำหรับ)เรื่องที่พูดคุยกันว่า จะมีการใช้ PrEP ที่ไหนและเมื่อไรในทวีปแอฟริกา รวมทั้งจะมีการใช้งบประมาณเรื่องนี้อย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลและชุมชนควรเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะเรื่องนี้อยู่เหนือการตัดสินใจของ Gilead ทั้งนี้ Gilead คิดว่าการให้ PrEP แก่ผู้หญิงซึ่งมีความเสี่ยงสูงและไม่มีทางเลือกอื่นๆ นั้น เป็นทางเลือกที่ทำได้สำหรับแอฟริกา และยังอยู่ในระหว่างพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องนี้อยู่”
 
[viii]การเคลื่อนไหวเรื่อง PrEP กลับมาเป็นข่าวในวงกว้างอีกครั้งในการประชุม South Africa AIDS Conference (SAAC) ครั้งที่ 7 จัดขึ้น ณ เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2558 ครั้งนี้ประธาน IAS นายแพทย์ Chris Bayrer ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในช่วงการนำเสนอหลักประจำวัน (Plenary)โดยเปรียบเทียบการกระทำของ AHF ที่คัดค้านเรื่องนี้ ว่าเป็นขบวนการปฏิเสธ PrEP (PrEP Denialism) ที่เทียบได้กับการปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่องเอดส์ (AIDS Denialism) ของนาย Thabo Mbeki ประธานาธิบดีประเทศแอฟริกาใต้เมื่อร่วม 15 ปีก่อน (พ.ศ. 2543)[ix]
พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้เข้าร่วมประชุมออกมาประณามการกระทำของ AHF ในที่ประชุม
 
ผู้เข้าร่วมประชุมกลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนไหว กล่าวโจมตี AHF และเรียกร้องให้สภาควบคุมการใช้ยาของแอฟริกาใต้ (The South African Medicines Control Council (MCC)) อนุมัติการใช้ PrEP ในประเทศแอฟริกาใต้ในทันที เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันฯ และเพื่อหยุดยั้งผู้ที่มีเอชไอวีรายใหม่ที่มีเพิ่มขึ้นจำนวน 1,200 คนทุกเดือน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่ต้องรับยาต้านไวรัสเพื่อการรักษาลดจำนวนลงไปด้วย[x]
 
AHF ออกแถลงการณ์ตอบโต้ปฏิเสธคำกล่าวหา โดยชูยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันที่เน้นไปที่การส่งเสริมการใช้ถุงยางฯ และการตรวจหาเชื้อฯและการรักษา (Test and Treat) พร้อมกับรูปรณรงค์ว่า ในทวีปแอฟริกา ยังมีผู้ที่มีเอชไอวีจำนวน 15.5 ล้านคนที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส  และยังคงยืนยัน ไม่เห็นด้วยกับการใช้ PrEP เป็นยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันในวงกว้าง โดยยืนยันสนับสนุนการให้บริการในระดับบุคคลเท่านั้น
พร้อมกับเอ่ยถึง แผนการใช้ PrEP สำหรับหญิงวัยรุ่นพื้นเมืองชาวแอฟริกันที่ยังไม่มีเชื้อเอชไอวี จำนวน 20,000 คนใน 10 ประเทศภายในระยะเวลา 2 ปี ในลักษณะของโครงการวิจัยแบบการจัดบริการให้ PrEP (Demonstration Project) ว่า ควรต้องมีการประกาศเตือนในวงกว้างให้นักกิจกรรมด้านเอดส์ได้รับรู้มากกว่าจะทำกันเงียบๆ เพื่อให้เกิดการรับรู้ การพูดคุยและถกเถียงกันในวงกว้าง[xi]
 
ในประเทศไทย
ขณะที่กลุ่มเอนจีโอจำนวนหนึ่งแสดงตัวเข้าร่วมในการให้บริการและงานวิจัยเรื่อง PrEP แต่กลุ่มเอนจีโออีกจำนวนหนึ่งยังคงแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ PrEP โดยยืนเหตุผลว่า 1) การป้องกันด้วยการใช้ถุงยางฯ เป็นวิธีที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากกว่า 2) การกินยาต้านฯ ในระยะเวลานานๆ โดยที่ยังไม่มีเอชไอวี จะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะต่อระบบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับและไต อีกทั้งยังอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาขึ้นได้จากกรณีที่ได้รับเชื้อเอชไอวีมาแล้ว แต่ยังคงกินยาในรูปแบบการป้องกันอยู่  3) การนำ PrEP เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพ ในภาวะที่มีงบประมาณจำกัด จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญน้อยกว่า เมื่อประเทศยังคงมีภาวะการดูแลรักษาโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายแพง
 
ท้ายบท
สำหรับผมประเด็นการเข้าถึงผลิตภัณฑ์หลังการวิจัย ยังเป็นข้อถกเถียงสำคัญในกลุ่มผู้แทนชุมชนต่อเรื่องการวิจัยและประโยชน์ที่จะได้รับ เพราะแม้ผู้แทนชุมชนอาจมีจุดยืนร่วมกันในเรื่องนี้ว่า ชุมชนต้องได้รับประโยชน์จากการวิจัย แต่กรณีของ PrEP ก็อาจมีบางกลุ่มที่อิหลักอิเหลื่อใจในการสนับสนุนการใช้
 
อย่างไรก็ตาม ไม่นานเกินรอ ประเทศไทยจะต้องตัดสินใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมจึงพยายามคิดว่า อะไรพอเป็นหลักคิดให้กับเราในการพูดคุยเพื่อตัดสินใจในเรื่องนี้ได้บ้าง ซึ่งอาจมีอยู่ 3 หลักคิดคือ
 
หลักคิดเรื่องความยุติธรรม ที่นำมาพิจารณาบนข้อถกเถียงว่า การนำเอายาต้านไวรัสที่ใช้สำหรับการรักษามาใช้เพื่อป้องกัน ในขณะที่ยังคงมีผู้ที่มีเอชไอวีที่ต้องการการรักษายังเข้าไม่ถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เป็นเรื่องที่ยุติธรรมหรือไม่ หรือในแง่ที่ว่า หากจะนำยาต้านไวรัสมาใช้เพื่อการป้องกันจริง ใครเป็นผู้ที่เหมาะจะได้รับบริการนี้ ควรเป็นคนทุกกลุ่ม หรือควรเป็นเฉพาะคนบางกลุ่ม
 
หลักคิดเรื่องการส่งเสริมทางเลือกการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ที่นำมาพิจารณาบนข้อถกเถียงว่า แม้การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่งควรจะมีการส่งเสริมการเข้าถึงและการใช้อย่างจริงจัง แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งไม่ใช้ถุงยางอนามัย จึงควรพิจารณาส่งเสริม PrEP เป็นทางเลือกเพิ่มเติม
 
หลักคิดเรื่องการบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องระบบบริการและ เรื่องระบบงบประมาณ ที่นำมาพิจารณาบนข้อกังวลที่ว่า ประเทศมีระบบบริการที่มีประสิทธิภาพรองรับที่ดีพอแล้วหรือยัง สำหรับการใช้ PrEP เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการดื้อยา และในแง่ที่ว่า การกำหนดให้มีการใช้ PrEP เป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกัน จะทำให้เกิดการเบียดบังงบประมาณด้านการป้องกัน ซึ่งมีอยู่จำกัดอยู่แล้วหรือไม่ 
 
 
[i] http://women.prepfacts.org/the-research/
 
[ii] http://www.hfocus.org/content/2015/06/10116
 
[iii] “แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย ปี 2557” กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กันยายน 2557
 
[iv] http://www.avac.org/blog/pre-exposure-prophylaxis-prevention-hiv-infection
 
[v] http://www.aljazeera.com/indepth/opinion/2014/02/homophobia-africa-new-apartheid-20142194711993773.html
 
[vi] http://www.amfar.org/articles/in-the-lab/2012/homophobia-and-the-spread-of-hiv-in-south-africa/
 
[vii] อีเมล์ จาก AIDS Healthcare Foundation อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้   วันที่ 3 มิถุนายน 2558 เวลา 14.05 น.
 
[viii] http://www.thebody.com/content/75935/demanding-prep-at-sa-aids-2015-scenes-from-an-acti.html
 
[ix] www.facebook.com/notes/niwat-suwanphatthana/hiv-r4p-คืออะไร-ตอนที่-2/10205605514237654
 
[x] http://www.avac.org/blog/south-african-aids-activists-demand-prep-now
 
[xi] https://www.facebook.com/AIDShealth/posts/10153443397656151:0

 

โดย
Niwat Suwanphatthana

https://www.facebook.com/notes/niwat-suwanphatthana/prep-ไม่แพร๊บ-ตอนสุดท้าย/10206976843280023

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 20 July 2015 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >