Skip to content

 

AidsAccess  

 

การรักษา

ตรวจร่างกายตนเอง

Read more...
 

การป้องกัน

หญิงมีครรภ์กับความเสี่ยง

Read more...
 
You're here:หน้าแรก
สธ.ขยายประกาศซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์ 2 รายการ PDF Print E-mail
Wednesday, 16 June 2010

สธ.ขยายประกาศซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์ 2 รายการ

 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

สป.สช. ขยายประกาศซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์ 2 รายการ คาดช่วยประหยัดงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท...

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สป.สช.) ศูนย์ราชการกรุงเทพฯ ว่า ที่ประชุมมีความเห็นให้แก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องการทำซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์ 2 ชนิด ได้แก่ ยาเอฟฟาไวเร็นซ์ (Efavirenze) และยาสูตรผสมระหว่าง โลพินาเวียร์กับริโทรนาเวียร์ (Lopinavir/Ritronavir) เพื่อให้ขยายเวลาการทำซีแอล ไปจนสิ้นอายุสิทธิบัตร โดยยาเอฟฟาไวเร็นซ์จะหมดสิทธิบัตร ในวันที่ 31 ม.ค. 2555 ส่วนยาสูตรผสมฯ จะหมดสิทธิบัตรวันที่ 4 ธ.ค. 2559

ทั้งนี้ การให้สิทธิให้ครอบคลุมกลุ่มบุคคลรอพิสูจน์สัญชาติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ มี.ค. 2553 ด้วย รวมทั้งครอบคลุมถึงอนุพันธ์ทุกรูปแบบของยาทั้ง 2 ชนิดด้วย ซึ่งจากการศึกษาพบว่า หากประกาศซีแอลต่อ จะช่วยประหยัดงบประมาณ ในการซื้อยาต้านไวรัสเอดส์จนถึงหมดสิทธิบัตร เป็นจำนวนเงิน 3,287 ล้านบาท และจากการตรวจสอบการประกาศซีแอลครั้งแรก พบช่วยประหยัดงบประมาณจนถึงปัจจุบัน ได้ถึง 1,189 ล้านบาท เนื่องจากหลังประกาศซีแอลยาทั้ง 2 ชนิด ทำให้ราคาขายในท้องตลาดของยาเอฟฟาไวเร็นซ์ ลดลง 3.4 เท่า ส่วนยาสูตรผสมฯ ลดลง 6.4 เท่า ได้ให้กรมควบคุมโรคดำเนินการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

สำหรับที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้มีการประกาศซีแอลยา จำนวน 7 รายการ ประกอบด้วย ยาต้านไวรัสเอดส์ 2 รายการ ซึ่งยาเอฟฟาไวเร็นซ์ จะหมดอายุในวันที่ 31 ธ.ค. 2554 และยาสูตรผสมฯ หมดอายุ 31 ม.ค. 2555 ส่วนยาอีก 5 รายการ ได้แก่ ยาหลอดเลือดหัวใจและสมอง 1 รายการ ยารักษาโรคมะเร็งอีก 4 รายการ ได้ประกาศทำซีแอลจนสิ้นสิทธิบัตรยา

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลของ สปสช. กรณีของยาเอฟฟาไวเร็นซ์ ก่อนประกาศซีแอล มีผู้เข้าถึงยาจำนวน 4,539 ราย แต่หลังประกาศซีแอล มีผู้เข้าถึงเพิ่มขึ้นเป็น 29,360 ราย ส่วนยาสูตรผสมฯ ก่อนประกาศ มีผู้เข้าถึงยาจำนวน 39 ราย หลังประกาศเพิ่มเป็น 6,246 ราย.

ที่มา

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 14 มิถุนายน 2553, 19:47 น
 
< Prev   Next >