|
เมื่อไหร่จึงเริ่มรักษาด้วยยาต้านฯได้ |
|
|
|
|
Tuesday, 11 April 2006 |
"ไม่มีคำว่าสายในการรักษาด้วยยาต้านฯ หากผู้ป่วยได้รับยาต้านที่เหมาะสมและผู้ป่วยกินยาได้ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ"
|
นี่คือความเห็นของ นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาด้วยยาต้านฯ ที่พูดไว้ในการสัมนาเรื่องยาต้านฯ ครั้งที่ 5 (16 มค. 45) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์
คำพูดดังกล่าวช่วยลบล้างความเข้าใจจากเดิมที่เคยเชื่อว่า ถ้าผู้ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำมากๆไม่ควรใช้ยาต้านฯ เพราะจะไม่ช่วยให้ดีขึ้น หรือจะยิ่งทำให้แย่ลง มาสู่แนวทางใหม่ที่มีบทพิสูจน์ให้เชื่อได้ว่าไม่ว่าผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่ำมากแค่ไหนก็ยังสามารถรักษาด้วยยาต้านฯได้ ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
แต่ในทางตรงกันข้าม การเริ่มยาต้านฯเร็วเกินไป ถือว่าเกินความจำเป็น เพราะถ้าเรายังมีสุขภาพแข็งแรง และภูมิคุ้มกันยังอยู่ในระดับที่ดี พอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ เราก็จะไม่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านฯ แต่การใช้ยาต้านฯ เร็วเกินไปกลับจะเป็นผลเสียในระยะยาวมากกว่า เพราะหลังจากใช้ยาไประยะหนึ่ง เชื้อจะดื้อยาทีละตัวๆ เมื่อภูมิคุ้มกันบกพร่องลงอีก ทีนี้เราจะเหลือยาตัวเลือกที่เป็นยาที่ยังใช้ได้ผลอยู่น้อยลง
"ปัจจุบันกองโรคเอดส์ กระทรวงสาธารณสุข มีแนวทางการรักษาที่เสนอให้ผู้ติดเชื้อเริ่มใช้ยาต้านฯในการรักษา เมื่อ..." |
 | ซีดี4 ต่ำกว่า 200 |  | ซีดี4 เท่ากับหรือน้อยกว่า 250 และป่วย / เคยป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาสโรคใดโรคหนึ่งที่บ่งชี้ว่าภูมิบกพร่อง เช่น เชื้อราในปาก เชื้อราในหลอดอาหาร ริ้วขาวข้างลิ้น ตุ่มพีพีอี วัณโรค ปอดอักเสบพีซีพี เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น |  | ถ้ามีอาการที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย เช่น ไข้สูงติดต่อกันหลายวัน ปวดศีรษะเรื้อรังหรืออาการที่เข้าได้กับวัณโรค ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาให้มีอาการคงที่ก่อนเริ่มยาต้านฯ เพราะบางโรคมีความเร่งด่วนจำเป็นต้องรักษาก่อน และในขณะเดียวกันไม่สามารถกินยาต้านฯไปพร้อมๆกับการรักษาโรคนั้นได้ เช่น วัณโรค เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น |  | ความสามารถของตับในการรับยา ถ้าสภาพตับมีปัญหา อาจต้องรอจนกว่าตับจะสามารถรับยาได้ สิ่งที่จะช่วยให้ตับทำงานลดลงคือการไม่กินยาเกินความจำเป็น และรวมทั้งลดการดื่มเหล้า เบียร์ | |
|
Last Updated ( Thursday, 09 July 2009 )
|