Skip to content

 

AidsAccess  

 

การรักษา

เตรียมความพร้อมในการกินยาต้านฯ

Read more...
 

การป้องกัน

หญิงมีครรภ์กับความเสี่ยง

Read more...
 
You're here:หน้าแรก arrow บทความ arrow เรื่องเราอยากเล่าให้ฟัง arrow เอ็นจีโอ : นางงามสายล่อฟ้าผู้แสดงบทรักผู้ป่วยเอดส์
เอ็นจีโอ : นางงามสายล่อฟ้าผู้แสดงบทรักผู้ป่วยเอดส์ PDF Print E-mail
Monday, 28 May 2007

เอ็นจีโอ นางงามสายล่อฟ้าผู้แสดงบทรักผู้ป่วยเอดส์

     เป็นเอ็นจีโอมา 10 ปี ทำงานเรื่องเอดส์อย่างเดียวมาโดยตลอด มีคนถามทุกครั้งที่เริ่มต้นสร้างมิตรภาพว่า “ทำไมมาทำงานเอดส์” ตอบไปทุกครั้งว่า “เรื่องเอดส์เป็นปัญหาสังคม และมีความท้าทาย และคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ” ยิ่งทำยิ่งเห็นรากเหง้าของปัญหา ที่ผุดขึ้นมาท้าทายให้หาคำตอบ

     เป็นเอดส์แล้วตาย จริงเหรอ ? คำถามยอดฮิตติดท็อปเท็น เมื่อเริ่มวงสนทนา ไม่ว่าจะเป็นวงไหน แทบทุกคนมักจะถามคำถามนี้ บ้างก็ถามกันแบบโผงผาง ตรงไปตรงมา “เป็นเอดส์ เดี๋ยวก็ตาย” “โห เอดส์ ไม่เอา กลัว” หรือบางคนก็ถามแอบๆ กระมิดกระเมี้ยนถามแบบว่า “เกรงใจ๊ เกรงใจ” หรือว่า “อาย” ก็ไม่รู้

     คำถามแบบนี้ หากคนถามยังค้างคาใจ ยังไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ หรือเชื่อเข้าไปแล้วเต็มเปา มันส่งผลกับผู้ติดเชื้อเอชไวอีและครอบครัวโดยตรง ยิ่งสเป็กลงไปหน่อยว่า ถ้าคนเหล่านั้นเป็นคนที่มีหน้าที่จัดบริการรักษาทั้งในระดับปฏิบัติและนโยบาย หากเชื่อหรือเข้าใจเรื่องเอดส์แบบนี้ ก็ส่งผลแน่นอนต่อความกระตือรือร้นที่จะดูแลรักษา ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายเรื่องเอดส์ ที่อาจมองว่า “ดูแลรักษาไปก็สูญเปล่า เดี๋ยวก็ตาย”

เอาละสิ ! ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมคิดแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น ? เราลองมาเดากันดู...

-       พอรู้ว่าใครเกี่ยวข้องกับเรื่องเอดส์ ทั้งเดาและคิดกันเองว่า “เขา” อาจติดเชื้อ แน่นอน ไม่พ้นวิถีไทยๆ คุยกันลับหลัง ซุบซิบกันไปมา (และโดยทั่วไปไม่นานคนที่ถูกซุบซิบก็รู้จนได้) และที่สุด “เขา” ที่อยู่ในหัวข้อซุบซิบก็ถูกตัดสินและพิพากษาไปโดยปริยาย ผลนะหรือ ก็อยู่ร่วมกับสังคมนั้นๆไม่ได้อีกต่อไป

 

·        “รับคนเป็นเอดส์เข้าทำงาน !!” จะเป็นคำพูด หรือคิดในใจของใครก็ตาม สุดท้ายจะรับใครทำงาน ต้องตรวจเลือด ถ้าติดเชื้อไม่เอา (ทั้งกลัวติด กลัวต้องดูแลรักษา เสียเงิน ไม่คุ้ม) คนที่ไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนก็มารู้ว่าตัวเองติดเชื้อก็ตอนสมัครงานกันมานักต่อนัก รับได้บ้าง รับไม่ได้บ้าง แต่ที่แน่ๆ “ตกงาน” หรือไม่ก็ไม่กล้าไปสมัครงานที่ไหนอีกต่อไป สรุป “ติดเชื้อ จน เจ็บ (เพราะถูกคนรังเกียจ)”

 

·        พ่อ แม่ ครอบครัว “อาย” ที่มีสมาชิกในบ้านติดเชื้อ ก็เพราะคำว่า คำเล่า ความเชื่อ ที่มักจะพูดกันไปในทำนองว่าคนติดเชื้อ เป็นคนไม่ดี มีพฤติกรรมทางเพศที่น่าละอาย (แต่เอาเข้าจริงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือมีโอกาสมีกับคนหลายคน ก็เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำ แต่ไม่ยักถูกตราหน้า พอมาเกี่ยวกับเอดส์ กลับเป็นเรื่องน่ารังเกียจ น่าอายไปเสียนี่) นี่แหละหนา สังคมปากว่าตาขยิบ ปากก็พร่ำบ่น ลับหลังก็พร่ำทำ โดยฉพาะเรื่องเพศ พอติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มเข้าไปทีนี้ละ เป็นลูกเป็นหลานใคร ถูกมอง ถูกว่า กลายเป็นตัวประหลาด จนในที่สุดก็อยู่ในชุมชน ในสังคมนั้นต่อไปไม่ไหว

 

·        ปากก็ว่าไม่กลัว ไม่รังเกียจ แต่ถ้าจะมาใช้ชีวิตร่วมกัน เอาเข้าจริงก็ตะขิดตะขวงใจ เข้าใจได้ว่า “ความกลัว” มันไม่ปรานีใคร แต่ก็ส่งผลตามมาว่าที่สุด “ติดเชื้อ” ก็อยู่ร่วมกับใครเขาลำบาก

 

·        บางทีก็มาแบบ “น่าสงสาร” เป็นพวกที่ต้อง “เมตตา” กับวิถีแบบไทยๆ ที่เชื่อเรื่องทำบุญ ทำทาน ผลที่ออกมาก็กลับกลายเป็น “คนติดเชื้อ” เป็นพลเมืองชั้นสาม ชั้นสี่ ที่ต่ำกว่าคนที่ไม่ติดเชื้อ (ซึ่งเอาเข้าจริง ก็ไม่รู้จริงๆ นั่นแหละว่า ที่บอกว่าไม่ติดเชื้อ แท้จริงแล้วอาจจะมีเชื้อ แต่ไม่รู้ตัว ก็มีมากมาย) ความเชื่อแบบนี้ก็ทำให้เกิดชนชั้น เกิดการ “กด” คนที่ติดเชื้อว่าเป็นเพียงพวกรอการสงเคราะห์ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ออกมาพูด มาเคลื่อนไหว ก็ถูกกล่าวหาว่า “ไม่เจียม” และที่สำคัญใครจะเอาผู้ติดเชื้อมาทำการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ แบบไหนก็ได้ (อ้างเมตตา และบุญทาน) จนไอ้คำว่า “ความเป็นคน” หรือ “มนุษยชน” ที่มาบนฐานของความเท่าเทียม ก็ลบหายกลายมาเป็น “วัตถุ” ใช้สำหรับทำบุญ ทำทานของใครหลายๆคน

     สรุปว่า “ถ้าติดเชื้อเอชไอวี” ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าสังคมรอบข้าง ยังมีความเชื่อ ความเข้าใจเรื่องเอดส์ไปในทางที่ว่ามา แน่นอนว่า “คำถามเรื่องเอดส์” หรือปัญหา “เอดส์” ก็ยังคงมีความท้าทายต่อการค้นหาคำตอบและยิ่งต้องเร่งสร้างความเข้าใจใหม่ สวนกระแสสังคมที่จะว่าไปแล้วยังมีความเชื่อด้านลบอย่างรุนแรงต่อเรื่องเอดส์ ที่บวกเอามิติต่างๆเข้ามาเกี่ยวพันไม่ว่าจะศาสนา ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม และบรรทัดฐานสังคม เอามากำหนดชี้วัดและตัดสิน

     คนทำงานเอดส์อย่างเราๆ อาจจะได้ชื่อว่า เอ็นจีโอ (บางคนถึงกับบอกว่าเป็นนักแสดงที่เล่นบทเป็นห่วง เป็นใยผู้ป่วยเอดส์ ) ก็ว่ากันเข้าไป จะหวั่นใจ ใจไหวกันไปบ้างกับคำวิจารณ์ ก็เพียงอาการของ “มนุษย์” ปุถุชน

     แต่แหม! ก็มันน่าท้าทายอยู่ไม่หยอกที่จะลุกขึ้นมาสวนกระแส พูด “เรื่องจู๋เรื่องจิ๋ม” กันแบบตรงไปตรงมา สวนกระแสการทำบุญ (ของคนที่ส่วนใหญ่ของชีวิตก็ทำอะไรมากมายที่ละเมิดก้าวล้ำผู้อื่น พอถึงเวลาก็มาล้างตัวด้วยการทำบุญ ทำทาน) ด้วยการบอกว่า อย่ามาให้ทานกันเลย เอาแค่ว่าเข้าใจกัน เปิดโอกาสกัน แค่นี้ติดเชื้อก็อยู่ได้สบาย

     ว่าไปแล้ว การทำงานเอดส์แบบ “เราๆ เอ็นจีโอ” ที่ทำตัวเป็นสายล่อฟ้า ก็ได้ผลไม่น้อย อย่างน้อยพอคุณผู้อ่าน อ่านบทความนี้จบ คงก่นด่าผู้เขียน หรือจุดชนวนความไม่เห็นด้วยไว้พอเป็นกระสาย....

     ขอโลกนี้จงสงบสุข ฮา ...

 

 
< Prev   Next >